2007/Jan/08

Image Hosted by ImageShack.us

คำให้การของโคเบน >> วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

.....ผมรู้สึกประหม่าต่อชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ทั้งๆ ที่ชั่วโมงบินของผมนั้นก็สูงไม่แพ้ใครในวงการ บนชั้นสองของร้านอาหารแต่ขายเหล้าด้วยแห่งนี้มีเพียงผมและผู้ชายผมสีบรอนซ์ยาวประบ่าที่นั่ง ประจันหน้า ระหว่างเรามีเพียงเครื่องบันทึกเสียงที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก ภายในเครื่องบันทึกนั้นมีเทปคาสเซตขนาดเล็กกำลังเดินทางไปหาปลายทางของมันอย่างเชื่องช้า ขณะที่ผมไม่รู้จะเริ่มต้นพูดคุยกับเขาอย่างไร ให้ตายเถอะ!! ผมไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสมานั่งสัมภาษณ์ซุปเปอร์สตาร์แห่งวงการร็อกอย่างนี้ จะว่าไปคำว่าซุปเปอร์สตาร์ก็ยังดูน้อยเกินไปสำหรับเขา บางทีเขาก็ดูเหมาะดีกับคำว่า ศาสดา

.....ภายในห้องนี้ดูจะหนาวเย็นเกินไปสำหรับผม แม้แต่เครื่องดื่มปนเปื้อนแอลกอฮอล์ของผมขวดนี้มันก็ไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ของมัน ผมจิบถี่ขึ้นเรื่อยๆภายนอกร่างกายของผมนั้นแดงก่ำแต่ภายในสั่นเหน็บหนาว ขณะที่เขาดูเรียบเฉยจนรู้สึกได้ว่าเขาเมินเฉยต่อคู่สนทนาอย่างผมราวกับว่าผมไม่มีตัวตนสำหรับเขา ทั้งๆที่เรานั่งห่างกันเพียงโต๊ะกระจกกั้น

.....ผมมีความรู้สึกว่าภาพที่เคยเห็นเขาตามหน้านิตยสาร รูปโปสเตอร์ บนปกเทป ในมิวสิกวิดีโอ ฯลฯ นั้นดูเท่ห์มากกว่าตัวจริงที่อยู่ตรงหน้าผมเสียอีก ทั้งๆที่เขาก็แต่งตัวด้วยรสนิยมในแบบที่มันเป็นภาพลักษณ์ของเขา เขานั่งไขว่ห้างบนกางเกงยีนส์เนื้อผ้าเปื่อยยุ่ย สีของมันซีดจางมากกว่าที่มันเคยเป็น รองเท้าห่างจากการทำความสะอาดมาแรมปี เสื้อของเขาคือชิ้นส่วนที่ดูดีที่สุด เขาอยู่ในเสื้อสูทสีน้ำทะเลปิดกระดุมสองเม็ดล่างเผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวครีมภายใน

.....ดื่มอะไรสักหน่อยไหมครับ ผมเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่เขากลับไม่สนใจในคำเชิญชวนดูเหมือนเขากำลังให้ความสนใจกับบุหรี่ในมือที่ข้างในมีพันธุ์พืช ชนิดอื่นปะปนอยู่กับพืชพันธุ์ใบยาสูบ นิ้วมือของเขาดูเรียวยาว เปราะบาง นิ้วมือย่างนี้เหมาะสมแล้วที่จะเล่นกีตาร์ ผมนึกในใจซึ่งเขาไม่ได้ยิน

.....ทำไมคุณถึงใช้วิธีการยิงกรอกปากล่ะ เคิร์ท ผมพูดภายหลังรวบรวมความกล้า ซึ่งความจริงผมไม่ได้เตรียมคำถามนี้มา แต่มันดันหลุดออกจากปากของผม และเขาก็ดูจะไม่ได้สะทกสะท้านใดๆกับคำถามของผม เขาค่อยๆละสายตาจากรูปภาพบนฝาผนัง ใช่! มันเป็นรูปของวงดนตรีในยุค 90 ด้านล่างฝั่งขวาของโปสเตอร์มีตัวหนังสือเป็นภาษาอังกฤษแปะไว้ว่า Nirvana แล้วมองมายังผมที่นั่งหลังตรงอยู่ นั่นเป็นการมองด้วยสายตาของเขามายังผมเป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่านมาครึ่งชั่วโมง

.....แล้วคุณล่ะ ไม่เหนื่อยรึไงที่คอยแต่เอาไมค์มายื่นจ่อปากคนอื่นเค้า เขาตอบกลับมาพร้อมระบายควันสีขาวออกมาอย่างช้าๆ กลิ่นของมันฉุดดึงให้จมูกของผมทำงานหนัก แต่คำตอบของเขาวิ่งมาชนความรู้สึกของผมอย่างรุนแรง ก่อนที่ผมจะรู้สึกชาบริเวณใบหน้า ผมพยายามตั้งสติ แต่กลับคิดได้ในใจว่านี่แหละ นี่คงเป็นตัวตนของเขา ผมมาถูกทางแล้วล่ะ

.....เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม ในการที่จะสื่อสารอะไรบางอย่างกับคนอย่างคุณเพื่อที่จะถ่ายทอดออกไปสู่สาธารณะ

.....แล้วคนอย่างผมมันเป็นยังไงที่คนอย่างคุณจำเป็นต้องมาถ่ายทอด เขาใช้นิ้วมืออันบอบบางเกลี่ยเส้นผมที่ขวางบังดวงตาเผยให้เห็นแววตาของเขา ผมรู้สึกเศร้าเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้น บางทีการที่เขาปกปิดดวงตาเช่นนั้นมันก็เป็นสิ่งที่งดงาม

.....คุณเป็นต้นธารของมหานทีแห่งดนตรีร็อกในแบบที่คุณได้สร้างไว้ สำหรับผมมันไม่เฉพาะแต่วงการดนตรี แต่คุณคือแรงบันดาลใจของคนที่ลำบาก คนที่เริ่มจากศูนย์ ผมไม่รู้จะบอกคุณยังไง ผมเริ่มคลายความประหม่าลง พร้อมกับชูสองนิ้วไปยังบริกรหนุ่มที่นั่งตบยุงอยู่บนโซฟานวมสีเขียวแก่

.....เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเรียกรอยยิ้มได้จากบริกรหนุ่มที่เดินเอาเบียร์ 2 ขวดมาให้รวมถึงรอยยิ้มของผมด้วย เขายื่นบุหรี่ที่เหลือครึ่งตัวในมือให้ผม ผมยื่นมือออกไปรับมันด้วยความเต็มใจ มิตรภาพที่เขาหยิบยื่นบวกกับฤทธิ์มึนเมาของแอลกอฮอล์ทำให้ผมเริ่มสบายเนื้อตัวมากขึ้น ผมเริ่มนึกถึงบทเพลงของเขาและอยากซึมซับถึงความหมายของมัน

.....มีท่อนหนึ่งในเพลง .เอ่อ ผมก็จำไม่ได้แฮะ ที่คุณพูดถึงปืน คุณกะจะใช้ปืนกระบอกนั้นยิงใคร พวกนายทุน หรือตัวคุณเอง รอยยิ้มของผมลอยออกไปพร้อมคำถาม แต่เขาเปลี่ยนสีหน้าจากผ่อนคลายมาเป็นเรียบเฉย

.....ผมขอโทษหากคำพูดของผมทำให้คุณไม่สบายใจ ผมขอเปลี่ยนคำถามก็แล้วกัน ผมรีบออกตัวในสิ่งที่ทำให้เขาดูเปลี่ยนไป ความเงียบเข้ามาก่อร่างสร้างกำแพงขวางมิตรภาพที่กำลังจะทำท่าจะไปได้ดีระหว่างผมกับเขา ผมต้องรีบทำลายกำแพงนั้นเสีย

.....สภาพบ้านแตกในวัยเด็กของคุณมันทำให้คุณมีพลังในการสร้างสรรค์บทเพลงเหล่านั้น หรือเปล่า

.....คุณคิดว่าทุกคนชอบความเหม็นของขี้กันนักหรอ ขี้ที่มันเปรอะเปื้อนไปทั่วบ้าน หากเป็นคุณคุณจะมีความสุขเวลาอยู่บ้านหรอ ผมไม่ได้ชื่นชมก้อนขี้ เพียงแต่ผมรวบรวมเอาก้อนขี้ที่มันกระจายทั่วบ้านเหล่านั้น รวมมันเป็นก้อนใหญ่ๆ แล้วจากนั้นผมก็เอากองขี้ขนาดมหึมาเขวี้ยง ออกไปให้คนนอกบ้านที่มันแม่งไม่เคยเห็นไง มันก็แค่นั้น คุณจะเอาอะไรกับกองขี้

.....แต่คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นคนขว้างขี้ที่มีจินตนาการที่สุดคนนึง เราทั้งสองต่างหัวเราะออกมาพร้อมกันอีกครั้ง

.....แล้วคุณก็ขว้างขี้ของคุณใส่นายทุนของตัวเอง คุณขบถต่ออุตสาหกรรมเพลง คุณสร้างแนวทางใหม่ๆแก่คนยุคหลัง คุณเอาพลังเหล่านี้มาจากไหนกัน จากสิ่งที่คุณเอาเข้าไปในร่างกายของคุณหรือ ผมเริ่มย่ามใจในคำพูดของตัวเอง และเป็นครั้งแรกที่เขาเปลี่ยนตัวเองในท่านั่งอื่นนอกจากไขว่ห้าง เขาดูจริงจังมากขึ้น ผมรู้สึกแปลกแยกไปจากเขา

.....พวกคุณมันก็พันธุ์เดียวกับพวกนายทุนห่านั้น คุณก็ได้แต่วางทุกอย่างไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะขาย คอยจะให้แต่คนนั้นคนนี้เป็นไปตามความคิดของพวกคุณ เมื่อพวกนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณเขียนสคริปต์ไว้ คุณก็หาวิธีการทำจนได้ ไม่ว่าวิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วพวกคุณก็หน้าด้านบอกว่ามันเป็นทักษะอันโคตรจะสุดยอดของพวกคุณ พวกคุณมันแม่ง.. คำพูดของเขาทำให้ผมรู้สึกเจ็บ และผิดหวัง ผมต้องชี้แจงในบางสิ่งที่เขามองผิด แต่ก็ไม่ทัน เพราะเขาก็ใส่ผมต่อหลังจากดวดเบียร์ในขวดของผมจนหมด

.....บางทีชีวิตของคนๆนึงมันก็เป็นเพียงอุบัติเหตุ มันอาจจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นมาอย่างตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง แล้วบางทีไอ้การกระทำของพวกนายทุนหรือคนอย่างพวกคุณนี่แหละที่มันเป็นอุบัติเหตุแห่งชีวิต ของใครก็ไม่รู้ บนโลกนี้ที่เป็นเหยื่อของพวกคุณ หลังจากเขาระบายความอัดอั้นที่มีนั้น เขาก็ขอตัวเองลุกไปห้องน้ำ ผมไม่ขัดข้องแต่ก็ไม่ได้ยินยอมได้แต่ปล่อยให้ความคิดมันทำหน้าที่ไปตามสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อครู่ มันก็อาจจะมีส่วนถูกดั่งคำที่เคิร์ทพูด งานที่ผมทำอยู่บางทีมันก็เป็นเหมือนเนื้อร้ายที่คอยเกาะกินความรู้สึกของผู้คน แต่หากถ้าไม่มีคนอย่างพวกผมสังคมก็อาจจะไม่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ การแจ้งเตือนภัยร้าย แต่บางทีความปรารถนาดีเหล่านี้มันก็เป็นดาบสองคมที่คอยเชือดเฉือนความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ ผมหวนคิดถึงเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ผมสัมภาษณ์ เธอถูกเพื่อนชายในห้องเรียนรุมข่มขืน ด้วยประสบการณ์การสัมภาษณ์ของผมเธอไม่มีทางรอดจากการคาดคั้นเอาคำตอบจากผมไปได้ บางทีเส้นบางๆระหว่างความปรารถนาดีกับ สัณชาตญานในการเอาตัวรอดมันก็แยกจากกันไม่ออก

.....สังคมทุกวันนี้มันเลวทรามเพียงเพราะมารที่อยู่ในใจของคน กระดาษแผ่นเดียวทำให้คนคลั่งถือปืนออกมายิงคน เพียงเพราะความต้องการความใคร่ทำให้คนบังคับขืนใจคนที่อ่อนแอกว่า สิ่งบังหน้าที่เรียกว่าจิตสำนึกแห่งวิชาชีพมันทำให้ผมต้องตีแผ่เรื่องราวเหล่านี้ บางครั้งมันก็ต้องเรียกสิ่งนี้ว่าสิ่งบังหน้า เพราะโครงสร้างของสังคมมันบังคับให้ผมขายสิ่งเหล่านี้ จนบางครั้งหากผมลืมมองเห็นเส้นบางๆนั้นตัวผมเองกลับกลายเป็นคนที่ข่มขืนความรู้สึกของ ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น แม้ผมจะไม่มีเจตนาก็ตาม

.....ผมรอเคิร์ทอยู่นาน แต่เขาก็ไม่มีวี่แววจะกลับเข้ามา ผมอยากจะขอโทษเคิร์ท ขอโทษบรรดาผู้ที่ถูกผมสัมภาษณ์มา ร้อยคนพันคนที่ผมเคยตีแผ่เรื่องราวของพวกเขา จะทำอย่างไรได้ก็ในเมื่อสิ่งนี้มันเรียกว่าอาชีพของผม อาชีพที่ผมต้องทำเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเอง ผมจำได้แล้วว่าทำไมผมถึงเปลี่ยนจากนักข่าวสายอาชญากรรม มาสู่สายสังคม และมาจบลงที่นักข่าวสายบันเทิง ผมอาจจะทนความรู้สึกผิดนั้นไม่ได้ ผมยิ่งนึกย้อนไปผมยิ่งอยากให้เคิร์ทเดินย้อนกลับมาเพื่อจะกล่าวคำว่าขอบคุณที่เขาทำให้ผมกล้า ที่จะลงโทษตัวเอง และกล้ายอมรับบ้างว่าผมก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเลวร้ายในสังคม

.....บริกรหนุ่มเดินมาตรงที่ผมนั่งแล้วถามว่าจะรับเครื่องดื่มอะไรอีกไหม ผมชูสองนิ้วเช่นเคย บริกรหนุ่มเดินถือขวดเบียร์มาให้ผม ขวดเบียร์เปล่ายืนอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้าผมก่อนแล้ว 4 ขวด บริกรหนุ่มยิ้มให้ผมก่อนจะพูดว่า พี่นี่ดื่มเบียร์เก่งดีน่ะครับ อ๋อเปล่าหรอกไอ้น้องก็คนละครึ่งกับเพื่อนนะ บริกรหนุ่มทำสีหน้าประหลาดใจใส่ผมก่อนที่จะฉีกยิ้มแล้วเดินจากไป

.....แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ามาทำให้ผมรู้สึกรำคาญที่ดวงตา ผมค่อยๆลืมตา มันทำท่าจะไม่สู้กับแสงแดดที่พยายามรุกเร้าให้ผมตื่นขึ้น ผมมองเห็นเพดานเป็นสิ่งแรกแล้วลดระดับสายตาลงมายังผนัง จึงเห็นโปสเตอร์ของผู้ชายผมสีบรอนด์ สมองมึนงงพยายามคิดว่าไอ้ผู้ชายผมกระเซอะกระเซิงคนนี้มันเป็นใคร สอดส่ายสายตาไปรอบๆทำให้สมองเริ่มทำงาน ผมอยู่ในห้องของตัวเอง แล้วเมื่อคืนผมกลับมาได้อย่างไรทั้งๆที่รู้สึกว่าเมามากๆ ผมหันไปยังโปสเตอร์ข้างผนังอีกทีจึงนึกได้ว่าชายคนนี้ก็คือเคิร์ท โคเบน ศิลปินเพลงร็อกยุค 90

.....เมื่อคืนกูก็ไปสัมภาษณ์มันมา ผมเหลียวไปมองนาฬิกาบนโทรทัศน์สี 29 นิ้ว มันบอกว่าขณะนี้เวลา 11 นาฬิกา 22 นาที นึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีนัดสัมภาษณ์ศิลปินเพลงแร็พที่เพิ่งโดนจับข้อหาฉี่มีสีม่วง ผู้ใหญ่ขอมาให้สร้างภาพลักษณ์มันให้ดีขึ้นหน่อย ตายห่าแล้วกู ผมสลัดความมึนเมานั้นทิ้งไปคว้าเอาเครื่องบันทึกเสียง และกล้องถ่ายรูปยี่ห้อ NIKON รุ่น FM 2 แล้วรีบออกไปจากห้องพัก มือของผมจับลูกบิดแล้วดึงประตูนั้นออกไปแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาจนทำให้ตัวผม ยืนแทบไม่ไหว:B

2007/Jan/08

Image Hosted by ImageShack.us

คนบนปก

ขวา : รศ.ดร.วีณา วีสเพ็ญ [มมส. รุ่น 3]

ซ้าย : ผศ.เลิศดาว สายัณเกณะ [มมส. รุ่น 5]

2007/Jan/08

.....เป็นความอึดอัด กระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูกครับ กับการทำงานที่มีเดดไลน์เอาไว้อย่างชัดเจน แต่ไม่เคยทำได้อย่างชัดเจนเสียที จนบางครั้งรู้สึกว่าตันเองไม่เริ่ม หรือเริ่มไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็เข็นมันจนออกมาได้ครับ กับนิตยสารที่น่าจะบอกว่ารายอารมณ์ของพวกเรา ชาว "สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม" ที่มีชื่อว่า "ป้ายรถเมล์"

.....สำหรับฉบับนี้เราจับสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามมาขึ้นปก ทั้งสองคนเป็นทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ร่นเริ่มแรก จนก้าวมาเป็นอาจารย์ที่นี่ จวบจนใกล้เกษียณในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ มาเล่าความหลังให้เราได้ฟังกันครับว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในยุคที่นิสิตต้องตักส้วมเอง ทั้งมหาวิทยาลัยมีคู่รักเพียงคู่เดียว มีอาคารเรียนเพียงอาคารเดียว และ.... นั้นเป็นอย่างไร

.....20 บาทครับ เอาไปอ่านแบบเต็มๆ:B