
จากเด็กหลังห้อง ถึงผู้ใหญ่หน้าห้อง >> ทัศพล ยุวบุตร
หากลองสังเกตถึงบรรยากาศภายในห้องเรียนแล้ว จะพบการรวมกลุ่มกันระหว่างเพื่อน เป็นกลุ่มๆไป แต่เมื่อหากลองสังเกตลงไปอีกจะพบว่า ในห้องเรียนหนึ่งห้องจะมีคนบางคนที่แอบซ่อน เก็บตัวเงียบ ไม่พูดจากับใคร ทุกคนคงรู้จักกันดีในนาม "พวกเด็กหลังห้อง"
เด็กเหล่านั้นไม่ชอบเล่นสนุกเหรอ, เด็กเหล่านั้นขี้อายใช่ไหม, เด็กเหล่านั้นมีปมด้อยหรือปัญหาทางครอบครัวอะไร หรือในบางทีสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะตรงข้ามกันก็ได้ อาจเพียงแค่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ค่อยดี หรือเพียงเข้ามาร่ำเรียนที่ตรงนั้นเพียงลำพัง แต่เมื่อพวกเขาได้ก้าวเข้ามาในห้องที่เหลือเพียงที่นั่งเดียวให้เขานั่ง เขาจำต้องรับสถานะนั้นอย่างฝืนใจ
ในความคิดของคนทั่วๆไป คำว่าเด็กหลังห้องนั้น จะต้องเป็นคนที่เกเร ขี้เกียจ เรียนไม่ได้เรื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เพื่อนๆในห้องมักจะไม่ยอมรับและปฏิเสธชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ และการเข้าไปทำความรู้จักคุ้ยเคยก็ทำได้ยากขึ้น และกำแพงชั้นแรกก็ได้ก่อตัวขึ้น ในจิตใจของเด็กเหล่านี้ กำแพงที่คอยขวางกั้นพวกเขาไม่ให้ออกจากตรงจุดนั้นได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานไหร่ กำแพงที่คอยขวางกั้นก็ยิ่งสูงขึ้น ความกดดันก็ยิ่งบีบรัด และขับไล่ ความรู้สึกของคนเหล่านั้นให้วิ่งถอยหลังและถลำลึกลงไปในความมืดยิ่งกว่า กลัวต่อการเผชิญหน้า กลัวแม้กระทั่งที่จะนั่งตรงจุดนั้น..จุดแรกเริ่มที่พวกเขาถูกกำหนดสถานะตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา ณ. สถานที่แห่งนี้
หากครั้งใดที่ต้องรวมกลุ่มกันทำงาน คนเหล่านั้นมักจะนั่งนิ่ง ไม่พูด ไม่จา เป็นที่รู้กันว่า มนุษย์คือสัตว์สังคม และธรรมชาติของสัตว์สังคม คือ การรวมกลุ่มกันอยู่และจะรักเพียงพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น และแน่นอนว่า การรวมกลุ่มทำงานมักจะเลือกเฉพาะกลุ่มของตัวเองเท่านั้น จนท้ายที่สุด เสียงสวรรค์ที่เปล่งออกมาจากนางฟ้าผู้ประทานความรู้ให้ก็ดังขึ้น นักเรียนคนไหนที่ยังไม่มีกลุ่มค่ะ คางคกน้อยที่คอยให้พ้นวันจำศีล จึงขึ้นวอขอประกาศตัว ผมครับ และแล้วทุกอย่างก็ลงตัว อย่างไม่เต็มใจ สำหรับกลุ่มที่โดนยัดเยียด (ภาระ...ที่พวกเขาเขาคิดว่าหนักอึ้ง)
ความรู้สึกเหงาอันใดจะทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกอ้างว้างเท่ากับการถูกขังเดี่ยว ทั้งที่มีผู้คนเป็นร้อย ที่เรียกว่าเพื่อน...อยู่ข้างๆ
คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกหลังชนฝาเหล่านั้นมักจะเข้าเรียนสาย แต่กลับออกจากห้องเรียนเป็นคนแรก ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ใครเล่าที่จะสามารถบงการทุกสิ่งได้ตามปารถนา ชีวิตแห้งๆของเขาเหล่านั้นจึงวนเวียนอยู่อย่างนั้นเดิมๆซ้ำๆ จนทำให้ตัวเองกลายเป็นเพียงแค่ สายลมเย็นที่พัดผ่านผิวกาย เวลาเดินผ่านใครสักคน หรืออย่างมากก็เป็นพียงแค่เงาที่มีผู้คนมองเห็น แต่ไม่สามารถจับต้องได้
แม้กระทั่ง อาจารย์ ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ ที่คอยประสาทความรู้ ยังมิอาจมองทะลุกำแพง จนสามารถมองเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา พฤติกรรมภายนอกจึงถูกนำมาเป็นตัวชี้วัด พวกเขาก็คงเป็นแค่เพียง จุดด่างดำเล็กๆบนชายขอบผ้าที่รอวันชำระล้างให้ผ้าผืนใหญ่นี้ขาวหมดจด ความฝันที่แต่เดิมก็คงถึงฝั่งได้ยาก ก็ยิ่งทวีความลำบากเข้าไปอีก แสงสว่างที่เคยมีอยู่เพียงริบหรี่ บัดนี้ไม่มีแม้หิ่งห้อยสักตัวที่จะมาส่องทางให้พวกเขาก้าวย่างและเดินต่อไป...