db-weerapong



14 กุมภาฯ


โดย
วีร์ สุนทรฉัตราวัฒน์

1

ภายในห้องสี่เหลี่ยมทึมทึบแดดอ่อนยามเย็นกำลังโรยตัวลงมาโลมเลียผ้าม่านแบบชักรอกสีน้ำทะเลเผยเห็นความสว่างบริเวณชานห้องทิ้งพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดของห้องไว้ใต้เงามืด ดอกกุหลาบยืนแห้งกรอบในขวดน้ำที่ถูกดัดแปลงเป็นแจกัน เธอนั่งกอดเข่าทั้งสองข้างไว้กับลำตัวบนผ้าปูที่นอนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีสีขาว ใบหน้าเรียวเล็กถูกซุกซ่อนไว้ระหว่างเข่าทั้งสอง ดูเหมือนว่าทุกสรรพสิ่งรอบกายเธอจะหยุดนิ่งไม่ไหวติงไม่มีชีวิตชีวาแต่ความเป็นไปภายในห้องนั้นยังมีการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ของพัดลมบนเพดาน ความแผ่วเบาของสายลมที่ปลายผ้าม่าน และเสียงของลมหายใจที่ยังเข้าและออก แต่เวลานี้เธอคงไม่มีทางรู้ว่าลมหายใจของเธอนั้นมันเข้าหรือออกกันแน่


2

เธอหายใจเข้า ออกถี่เร็วขึ้น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามเนื้อตัวเปลือยเปล่าของเธอ ดวงตาของเธอปิดแต่ไม่สนิทดีเผยเห็นน้ำวาวในแววตา ริมฝีปากสีชมพู่เรื่อแดงเผยอเพียงเล็กน้อยคล้ายจะเปล่งถ้อยคำออกมา แต่กลับไม่มีถ้อยคำใดนอกจากเสียงของลมหายใจ ขณะที่เขากำลังดอมดมกลิ่นหอมของดอกไม้หลังใบหูเธอและเรือนร่างขาวเนียนอาจจะเป็นเป้าหมายต่อไปในการเชยชม ท่ามกลางแดดยามเย็นดูเหมือนทุกสรรพสิ่งในห้องนี้จะหยุดนิ่งมีเพียงการเคลื่อนไหวของร่างเปลือยเปล่าสองร่างและจิตวิญญาณแห่งรักที่กำลังแสดงออกแก่กันและกัน


เธอจรดริมฝีปากลงบนหัวไหล่กว้างของเขาพลางใช้ฟันขบกัดจากไหลซ้ายไปยังไหล่ขวา จากหัวไหล่ไล่เรียงมาจนถึงราวนมของเขา ซึ่งเธอใช้กรรมวิธีคล้ายคลึงกันกับที่เขากระทำต่อเธอ เขายังคงพร่ำบอกเธอว่ารักด้วยฝ่ามือที่วางนาบบนทรวงอกกลมกลึงนั้น เขาคลึงก้อนเนื้อขาวนวลของเธออย่างแผ่วเบาแล้วคลายมือออก จากนั้นจึงค่อยลูบไล้หน้าอกทั้งสองข้างของเธอก่อนบีบคลึงด้วยน้ำหนักมือที่เน้นหนักขึ้นพลางใช้ลิ้นเล็มเลียเม็ดบัวสีชมพูคล้ำอย่างละเมียดละไม เธอตอบกลับด้วยเสียงหายใจอันแผ่วเบา มืออันบอบบางน่าทะนุถนอมบัดนี้มันได้เคลื่อนที่ลงสู่เบื้องล่างลงไปในหนองน้ำกว้างใหญ่นั้น


ทั้งคู่ต่างแลกรสหวานที่ปลายลิ้นกันและกัน จากน้ำผึ้งที่ปลายลิ้นเขาค่อย ๆ เลื่อนไหลลงมาลองลิ้มความหวานที่ปลายคางเรียวเล็กนั้น มือทั้งสองข้างของเธอจิกอยู่กับผ้าปูที่นอนสีขาวสะอ้าน กลีบกุหลาบสีแดงสดกระจายไปรอบ ๆ บึงหญ้าบัวบาน ระดับความหวานเริ่มมีรสของความข้นมันมากขึ้น จากการจิบเพื่อลิ้มรสหวานบัดนี้เขาระดมจูบไปยังซอกคอและดูดดื่มราวกับเด็กน้อยหิวกระหาย น้ำหวานเหนียวเหนอะเริ่มเปรอะไปยังส่วนอื่น ๆ มันค่อย ๆ ไหลลงมาจากร่องถันเนินนูนไปมาตามเส้นทางเพื่อมุ่งสู่จุดหมายข้างหน้าอย่างเนิบช้าและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ความหยาดเยิ้มฉ่ำแฉะปรากฏลงบนพื้นผิวเม็ดมณี กลีบกุหลาบข้างสระบัวต่างแย้มบานสะพรั่ง ลมหายใจของเธอเริ่มแผ่วเบาเรียวขานั้นถูกยกสูงขึ้นจนมันถูกพาดพักไว้บนบ่าทั้งสองข้างของเขา ผ้าม่านสีน้ำทะเลยังคงพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อน ๆ ของยามเย็น


3

ผ้าม่านสีน้ำทะเลยังคงพลิ้วไหวตามแรงลมบัดนี้ภายนอกห้องนั้นได้มีสีดำของกลางคืนทาทาบเป็นฉากหลัง หนองน้ำภายนอกแห้งขอด แสงแดดหลบตัวเองไปสู่อีกฝั่งฟากหนึ่งของโลกแต่ไม่นานนักมันก็จะกลับมาในรุ่งสาง เธอยังคงนั่งอยู่อย่างนั้นพร้อมเสียงสะอื้นเบา ๆ สายน้ำไหลออกมาจากดวงตาอย่างไม่สิ้นสุด แต่นั่นมันก็ไม่หนักหนาไปกว่าการสั่นกระเพื่อมของจิตใจอย่างโดดเดี่ยว เธอยังคงนั่งกอดเข่าบนเตียงนอนที่มีผ้าปูสีขาวอมเหลือง พัดลมบนเพดานทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อยแต่ผลงานของมันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าร่างของเธอนั้นกำลังได้รับการปรนิบัติ ดูเหมือนเธอไม่ได้สนใจความเป็นไปที่เกิดขึ้นในห้องเท่าใดนัก เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแต่ท่าทางของเธอเหมือนกับเพิ่งสร่างจากอาการเมา เธอเดินมาหยุดที่โต๊ะเครื่องแป้งพลางใช้ท่อนแขนเรียวเล็กขึ้นเช็ดบริเวณรอบดวงตาที่บวมและมีสีแดงก่ำ


กุหลาบแห้งกรอบยืนไร้เรี่ยวแรงในขวดน้ำตรงหน้าของเธอ เธอยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาสายตาสำรวจตัวเองที่ปรากฏกายตรงหน้า ดวงหน้าของเธอเต็มไปด้วยหม่นมัวของความเศร้าสลด เธอเอี้ยวคอหันไปด้านหลังมองเก้าอี้หัวกลมที่ปรากฏอยู่ในกระจกก่อนหน้า แล้วหันกลับมามองหน้าตัวเองในกระจกอีกครั้งก่อนที่จะเดินหันหลังกลับไปยังเก้าอี้หัวกลมตัวนั้น

4

"เก้าอี้เลยเหรอ"

"ก็เค้าอยากลอง นะตัวเองนะ"

"ทะลึ่ง บ้า"

จังหวะการเคลื่อนไหวของร่างทั้งสองต่างสอดประสานรับส่งกันอย่างรู้ใจบนเก้าอี้หัวกลม ส่วนเว้าโค้งบริเวณเอวและสะโพกนั้นเป็นส่วนที่คอยควบคุมจังหวะของห้วงอารมณ์แห่งรักราวกับจ๊อกกี้ผู้คุมบังเหียนเพื่อนำพาตัวเองเข้าสู่เส้นชัยคอยระแวดระวังทางคดโค้งมิให้หลุดออกนอกเส้นทางแต่เมื่อถึงเส้นตรงจังหวะการควบคุมกลับเร่งเร็วขึ้น ๆ จนกระทั่งทุกอย่างหยุดนิ่งลง เธอและเขาต่างส่งความรักแก่กันจนหมดเรี่ยวแรงบนเก้าอี้หัวกลมตัวนั้น

 

5

เก้าอี้หัวกลมล้มลงอยู่บนพื้นห้อง หลอดนีออนภายในห้องถูกเปิดสว่างค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนพัดลมบนเพดานยังคงหมุนเอื่อย ผ้าปูที่นอนสีขาวอมเหลืองยับย่นราวกับไม่มีใครมาจัดระบบแก่มัน ดูเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดภายในห้องได้รับการสนใจจากมนุษย์ผู้ควบคุม แดดยามเช้าโปรยแสงอ่อนลงมาพร้อมกับสายลมเบา ๆ ผ้าม่านสีน้ำทะเลไหวพลิ้วด้วยแรงลม ขณะที่ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าคู่นั้นของเธอลอยเคว้งคว้างอยู่บนอากาศไร้สภาวะของการควบคุมใด ๆ

หมายเหตุ : แด่...หญิงสาวผู้เดียวดายคนนั้น

Image Hosted by ImageShack.us

คำให้การของโคเบน >> วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

.....ผมรู้สึกประหม่าต่อชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ทั้งๆ ที่ชั่วโมงบินของผมนั้นก็สูงไม่แพ้ใครในวงการ บนชั้นสองของร้านอาหารแต่ขายเหล้าด้วยแห่งนี้มีเพียงผมและผู้ชายผมสีบรอนซ์ยาวประบ่าที่นั่ง ประจันหน้า ระหว่างเรามีเพียงเครื่องบันทึกเสียงที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก ภายในเครื่องบันทึกนั้นมีเทปคาสเซตขนาดเล็กกำลังเดินทางไปหาปลายทางของมันอย่างเชื่องช้า ขณะที่ผมไม่รู้จะเริ่มต้นพูดคุยกับเขาอย่างไร ให้ตายเถอะ!! ผมไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสมานั่งสัมภาษณ์ซุปเปอร์สตาร์แห่งวงการร็อกอย่างนี้ จะว่าไปคำว่าซุปเปอร์สตาร์ก็ยังดูน้อยเกินไปสำหรับเขา บางทีเขาก็ดูเหมาะดีกับคำว่า ศาสดา

.....ภายในห้องนี้ดูจะหนาวเย็นเกินไปสำหรับผม แม้แต่เครื่องดื่มปนเปื้อนแอลกอฮอล์ของผมขวดนี้มันก็ไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ของมัน ผมจิบถี่ขึ้นเรื่อยๆภายนอกร่างกายของผมนั้นแดงก่ำแต่ภายในสั่นเหน็บหนาว ขณะที่เขาดูเรียบเฉยจนรู้สึกได้ว่าเขาเมินเฉยต่อคู่สนทนาอย่างผมราวกับว่าผมไม่มีตัวตนสำหรับเขา ทั้งๆที่เรานั่งห่างกันเพียงโต๊ะกระจกกั้น

.....ผมมีความรู้สึกว่าภาพที่เคยเห็นเขาตามหน้านิตยสาร รูปโปสเตอร์ บนปกเทป ในมิวสิกวิดีโอ ฯลฯ นั้นดูเท่ห์มากกว่าตัวจริงที่อยู่ตรงหน้าผมเสียอีก ทั้งๆที่เขาก็แต่งตัวด้วยรสนิยมในแบบที่มันเป็นภาพลักษณ์ของเขา เขานั่งไขว่ห้างบนกางเกงยีนส์เนื้อผ้าเปื่อยยุ่ย สีของมันซีดจางมากกว่าที่มันเคยเป็น รองเท้าห่างจากการทำความสะอาดมาแรมปี เสื้อของเขาคือชิ้นส่วนที่ดูดีที่สุด เขาอยู่ในเสื้อสูทสีน้ำทะเลปิดกระดุมสองเม็ดล่างเผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวครีมภายใน

.....ดื่มอะไรสักหน่อยไหมครับ ผมเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่เขากลับไม่สนใจในคำเชิญชวนดูเหมือนเขากำลังให้ความสนใจกับบุหรี่ในมือที่ข้างในมีพันธุ์พืช ชนิดอื่นปะปนอยู่กับพืชพันธุ์ใบยาสูบ นิ้วมือของเขาดูเรียวยาว เปราะบาง นิ้วมือย่างนี้เหมาะสมแล้วที่จะเล่นกีตาร์ ผมนึกในใจซึ่งเขาไม่ได้ยิน

.....ทำไมคุณถึงใช้วิธีการยิงกรอกปากล่ะ เคิร์ท ผมพูดภายหลังรวบรวมความกล้า ซึ่งความจริงผมไม่ได้เตรียมคำถามนี้มา แต่มันดันหลุดออกจากปากของผม และเขาก็ดูจะไม่ได้สะทกสะท้านใดๆกับคำถามของผม เขาค่อยๆละสายตาจากรูปภาพบนฝาผนัง ใช่! มันเป็นรูปของวงดนตรีในยุค 90 ด้านล่างฝั่งขวาของโปสเตอร์มีตัวหนังสือเป็นภาษาอังกฤษแปะไว้ว่า Nirvana แล้วมองมายังผมที่นั่งหลังตรงอยู่ นั่นเป็นการมองด้วยสายตาของเขามายังผมเป็นครั้งแรกหลังจากที่ผ่านมาครึ่งชั่วโมง

.....แล้วคุณล่ะ ไม่เหนื่อยรึไงที่คอยแต่เอาไมค์มายื่นจ่อปากคนอื่นเค้า เขาตอบกลับมาพร้อมระบายควันสีขาวออกมาอย่างช้าๆ กลิ่นของมันฉุดดึงให้จมูกของผมทำงานหนัก แต่คำตอบของเขาวิ่งมาชนความรู้สึกของผมอย่างรุนแรง ก่อนที่ผมจะรู้สึกชาบริเวณใบหน้า ผมพยายามตั้งสติ แต่กลับคิดได้ในใจว่านี่แหละ นี่คงเป็นตัวตนของเขา ผมมาถูกทางแล้วล่ะ

.....เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม ในการที่จะสื่อสารอะไรบางอย่างกับคนอย่างคุณเพื่อที่จะถ่ายทอดออกไปสู่สาธารณะ

.....แล้วคนอย่างผมมันเป็นยังไงที่คนอย่างคุณจำเป็นต้องมาถ่ายทอด เขาใช้นิ้วมืออันบอบบางเกลี่ยเส้นผมที่ขวางบังดวงตาเผยให้เห็นแววตาของเขา ผมรู้สึกเศร้าเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้น บางทีการที่เขาปกปิดดวงตาเช่นนั้นมันก็เป็นสิ่งที่งดงาม

.....คุณเป็นต้นธารของมหานทีแห่งดนตรีร็อกในแบบที่คุณได้สร้างไว้ สำหรับผมมันไม่เฉพาะแต่วงการดนตรี แต่คุณคือแรงบันดาลใจของคนที่ลำบาก คนที่เริ่มจากศูนย์ ผมไม่รู้จะบอกคุณยังไง ผมเริ่มคลายความประหม่าลง พร้อมกับชูสองนิ้วไปยังบริกรหนุ่มที่นั่งตบยุงอยู่บนโซฟานวมสีเขียวแก่

.....เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเรียกรอยยิ้มได้จากบริกรหนุ่มที่เดินเอาเบียร์ 2 ขวดมาให้รวมถึงรอยยิ้มของผมด้วย เขายื่นบุหรี่ที่เหลือครึ่งตัวในมือให้ผม ผมยื่นมือออกไปรับมันด้วยความเต็มใจ มิตรภาพที่เขาหยิบยื่นบวกกับฤทธิ์มึนเมาของแอลกอฮอล์ทำให้ผมเริ่มสบายเนื้อตัวมากขึ้น ผมเริ่มนึกถึงบทเพลงของเขาและอยากซึมซับถึงความหมายของมัน

.....มีท่อนหนึ่งในเพลง .เอ่อ ผมก็จำไม่ได้แฮะ ที่คุณพูดถึงปืน คุณกะจะใช้ปืนกระบอกนั้นยิงใคร พวกนายทุน หรือตัวคุณเอง รอยยิ้มของผมลอยออกไปพร้อมคำถาม แต่เขาเปลี่ยนสีหน้าจากผ่อนคลายมาเป็นเรียบเฉย

.....ผมขอโทษหากคำพูดของผมทำให้คุณไม่สบายใจ ผมขอเปลี่ยนคำถามก็แล้วกัน ผมรีบออกตัวในสิ่งที่ทำให้เขาดูเปลี่ยนไป ความเงียบเข้ามาก่อร่างสร้างกำแพงขวางมิตรภาพที่กำลังจะทำท่าจะไปได้ดีระหว่างผมกับเขา ผมต้องรีบทำลายกำแพงนั้นเสีย

.....สภาพบ้านแตกในวัยเด็กของคุณมันทำให้คุณมีพลังในการสร้างสรรค์บทเพลงเหล่านั้น หรือเปล่า

.....คุณคิดว่าทุกคนชอบความเหม็นของขี้กันนักหรอ ขี้ที่มันเปรอะเปื้อนไปทั่วบ้าน หากเป็นคุณคุณจะมีความสุขเวลาอยู่บ้านหรอ ผมไม่ได้ชื่นชมก้อนขี้ เพียงแต่ผมรวบรวมเอาก้อนขี้ที่มันกระจายทั่วบ้านเหล่านั้น รวมมันเป็นก้อนใหญ่ๆ แล้วจากนั้นผมก็เอากองขี้ขนาดมหึมาเขวี้ยง ออกไปให้คนนอกบ้านที่มันแม่งไม่เคยเห็นไง มันก็แค่นั้น คุณจะเอาอะไรกับกองขี้

.....แต่คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นคนขว้างขี้ที่มีจินตนาการที่สุดคนนึง เราทั้งสองต่างหัวเราะออกมาพร้อมกันอีกครั้ง

.....แล้วคุณก็ขว้างขี้ของคุณใส่นายทุนของตัวเอง คุณขบถต่ออุตสาหกรรมเพลง คุณสร้างแนวทางใหม่ๆแก่คนยุคหลัง คุณเอาพลังเหล่านี้มาจากไหนกัน จากสิ่งที่คุณเอาเข้าไปในร่างกายของคุณหรือ ผมเริ่มย่ามใจในคำพูดของตัวเอง และเป็นครั้งแรกที่เขาเปลี่ยนตัวเองในท่านั่งอื่นนอกจากไขว่ห้าง เขาดูจริงจังมากขึ้น ผมรู้สึกแปลกแยกไปจากเขา

.....พวกคุณมันก็พันธุ์เดียวกับพวกนายทุนห่านั้น คุณก็ได้แต่วางทุกอย่างไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะขาย คอยจะให้แต่คนนั้นคนนี้เป็นไปตามความคิดของพวกคุณ เมื่อพวกนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณเขียนสคริปต์ไว้ คุณก็หาวิธีการทำจนได้ ไม่ว่าวิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วพวกคุณก็หน้าด้านบอกว่ามันเป็นทักษะอันโคตรจะสุดยอดของพวกคุณ พวกคุณมันแม่ง.. คำพูดของเขาทำให้ผมรู้สึกเจ็บ และผิดหวัง ผมต้องชี้แจงในบางสิ่งที่เขามองผิด แต่ก็ไม่ทัน เพราะเขาก็ใส่ผมต่อหลังจากดวดเบียร์ในขวดของผมจนหมด

.....บางทีชีวิตของคนๆนึงมันก็เป็นเพียงอุบัติเหตุ มันอาจจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นมาอย่างตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง แล้วบางทีไอ้การกระทำของพวกนายทุนหรือคนอย่างพวกคุณนี่แหละที่มันเป็นอุบัติเหตุแห่งชีวิต ของใครก็ไม่รู้ บนโลกนี้ที่เป็นเหยื่อของพวกคุณ หลังจากเขาระบายความอัดอั้นที่มีนั้น เขาก็ขอตัวเองลุกไปห้องน้ำ ผมไม่ขัดข้องแต่ก็ไม่ได้ยินยอมได้แต่ปล่อยให้ความคิดมันทำหน้าที่ไปตามสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อครู่ มันก็อาจจะมีส่วนถูกดั่งคำที่เคิร์ทพูด งานที่ผมทำอยู่บางทีมันก็เป็นเหมือนเนื้อร้ายที่คอยเกาะกินความรู้สึกของผู้คน แต่หากถ้าไม่มีคนอย่างพวกผมสังคมก็อาจจะไม่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ การแจ้งเตือนภัยร้าย แต่บางทีความปรารถนาดีเหล่านี้มันก็เป็นดาบสองคมที่คอยเชือดเฉือนความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ ผมหวนคิดถึงเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ผมสัมภาษณ์ เธอถูกเพื่อนชายในห้องเรียนรุมข่มขืน ด้วยประสบการณ์การสัมภาษณ์ของผมเธอไม่มีทางรอดจากการคาดคั้นเอาคำตอบจากผมไปได้ บางทีเส้นบางๆระหว่างความปรารถนาดีกับ สัณชาตญานในการเอาตัวรอดมันก็แยกจากกันไม่ออก

.....สังคมทุกวันนี้มันเลวทรามเพียงเพราะมารที่อยู่ในใจของคน กระดาษแผ่นเดียวทำให้คนคลั่งถือปืนออกมายิงคน เพียงเพราะความต้องการความใคร่ทำให้คนบังคับขืนใจคนที่อ่อนแอกว่า สิ่งบังหน้าที่เรียกว่าจิตสำนึกแห่งวิชาชีพมันทำให้ผมต้องตีแผ่เรื่องราวเหล่านี้ บางครั้งมันก็ต้องเรียกสิ่งนี้ว่าสิ่งบังหน้า เพราะโครงสร้างของสังคมมันบังคับให้ผมขายสิ่งเหล่านี้ จนบางครั้งหากผมลืมมองเห็นเส้นบางๆนั้นตัวผมเองกลับกลายเป็นคนที่ข่มขืนความรู้สึกของ ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น แม้ผมจะไม่มีเจตนาก็ตาม

.....ผมรอเคิร์ทอยู่นาน แต่เขาก็ไม่มีวี่แววจะกลับเข้ามา ผมอยากจะขอโทษเคิร์ท ขอโทษบรรดาผู้ที่ถูกผมสัมภาษณ์มา ร้อยคนพันคนที่ผมเคยตีแผ่เรื่องราวของพวกเขา จะทำอย่างไรได้ก็ในเมื่อสิ่งนี้มันเรียกว่าอาชีพของผม อาชีพที่ผมต้องทำเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเอง ผมจำได้แล้วว่าทำไมผมถึงเปลี่ยนจากนักข่าวสายอาชญากรรม มาสู่สายสังคม และมาจบลงที่นักข่าวสายบันเทิง ผมอาจจะทนความรู้สึกผิดนั้นไม่ได้ ผมยิ่งนึกย้อนไปผมยิ่งอยากให้เคิร์ทเดินย้อนกลับมาเพื่อจะกล่าวคำว่าขอบคุณที่เขาทำให้ผมกล้า ที่จะลงโทษตัวเอง และกล้ายอมรับบ้างว่าผมก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเลวร้ายในสังคม

.....บริกรหนุ่มเดินมาตรงที่ผมนั่งแล้วถามว่าจะรับเครื่องดื่มอะไรอีกไหม ผมชูสองนิ้วเช่นเคย บริกรหนุ่มเดินถือขวดเบียร์มาให้ผม ขวดเบียร์เปล่ายืนอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้าผมก่อนแล้ว 4 ขวด บริกรหนุ่มยิ้มให้ผมก่อนจะพูดว่า พี่นี่ดื่มเบียร์เก่งดีน่ะครับ อ๋อเปล่าหรอกไอ้น้องก็คนละครึ่งกับเพื่อนนะ บริกรหนุ่มทำสีหน้าประหลาดใจใส่ผมก่อนที่จะฉีกยิ้มแล้วเดินจากไป

.....แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ามาทำให้ผมรู้สึกรำคาญที่ดวงตา ผมค่อยๆลืมตา มันทำท่าจะไม่สู้กับแสงแดดที่พยายามรุกเร้าให้ผมตื่นขึ้น ผมมองเห็นเพดานเป็นสิ่งแรกแล้วลดระดับสายตาลงมายังผนัง จึงเห็นโปสเตอร์ของผู้ชายผมสีบรอนด์ สมองมึนงงพยายามคิดว่าไอ้ผู้ชายผมกระเซอะกระเซิงคนนี้มันเป็นใคร สอดส่ายสายตาไปรอบๆทำให้สมองเริ่มทำงาน ผมอยู่ในห้องของตัวเอง แล้วเมื่อคืนผมกลับมาได้อย่างไรทั้งๆที่รู้สึกว่าเมามากๆ ผมหันไปยังโปสเตอร์ข้างผนังอีกทีจึงนึกได้ว่าชายคนนี้ก็คือเคิร์ท โคเบน ศิลปินเพลงร็อกยุค 90

.....เมื่อคืนกูก็ไปสัมภาษณ์มันมา ผมเหลียวไปมองนาฬิกาบนโทรทัศน์สี 29 นิ้ว มันบอกว่าขณะนี้เวลา 11 นาฬิกา 22 นาที นึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีนัดสัมภาษณ์ศิลปินเพลงแร็พที่เพิ่งโดนจับข้อหาฉี่มีสีม่วง ผู้ใหญ่ขอมาให้สร้างภาพลักษณ์มันให้ดีขึ้นหน่อย ตายห่าแล้วกู ผมสลัดความมึนเมานั้นทิ้งไปคว้าเอาเครื่องบันทึกเสียง และกล้องถ่ายรูปยี่ห้อ NIKON รุ่น FM 2 แล้วรีบออกไปจากห้องพัก มือของผมจับลูกบิดแล้วดึงประตูนั้นออกไปแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาจนทำให้ตัวผม ยืนแทบไม่ไหว:B