Thinking

สบายจนไม่สบาย >> แมลงเมา

.....เคยคุยและเคยคิดกับเพื่อนๆ และคนที่รู้จักหลายๆ คนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามของเราว่า ถ้าหากให้พูดถึงจุดเด่นของที่แห่งนี้แล้ว แต่ละคนนึกถึงอะไรบ้าง คำตอบทีเล่นทีจริงแต่แฝงไปด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย ไม่ตอบว่า ฝุ่น ก็เป็น ภาพการซ่อมถนน นี่เป็นคำตอบของคนส่วนมากครับ แต่ถ้าคุณจะบอกว่าไม่ใช่ แต่เป็นอย่างอื่นต่างหาก... ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดหรอกครับ แต่คุณแค่กลายเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น

.....นี่เป็นการมองแบบคนรุ่นนี้ครับ ด้วยเพราะสภาพอากาศของโลกที่แปรปรวนในปัจจุบัน จึงทำให้คนที่เกิดและเติบโตในยุคนี้ ผ่านร้อนมากกว่าผ่านหนาว การมองแบบรอบด้าน สุขุม นุ่มลึก ความอดทนอดกลั้น และพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่จึงมีน้อยกว่าคนรุ่นก่อนมาก ทั้งที่หากมองในภาพรวมแล้ว เด็กยุคหลังได้เปรียบคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรามาก ในเรื่องของเทคโนโลยีที่จะมาอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ก็นั่นแหละครับ สังคมโลกเป็นแบบออนไลน์จนทำกลายเป็นความอ่อนแอไปแล้ว รูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคนี้เป็นไปในแบบควบคุมด้วยปลายนิ้ว (Finger control the world) อะไรก็ตามที่ต้องทำให้ออกแรงมากกว่าการกระดิกนิ้วมักจะมีลูกโมโหตามมาโดยง่าย

.....ยิ่งพักหลังนี้มีการปรับปรุงถนนที่ผ่ากลางมหาวิทยาลัยอย่างไม่หยุดหย่อน ผมจำได้ว่าก้าวแรกที่เข้ามาที่นี่ถนนเส้นนี้กำลังก่อสร้าง จนผ่านมาเกือบ 4 ปี ถนนเส้นนี้ก็กำลังก่อสร้าง.... ไม่แปลกหรอกครับถ้าคนส่วนใหญ่จะจำภาพนี้ติดตามากกว่าภาพอื่น ระหว่างการปรับปรุงถนนนี้เองที่ทำให้ชุมชนแถบนี้เกิดอาการฝุ่นคลุ้ง ไฟดับ เน็ตล่ม น้ำไม่ไหล อยู่หลายวัน ทำให้ผมได้เห็นภาพของชุมชน มมส. ใต้แสงเทียน เห็นเพื่อนร่วมโลกยืนงงกันหน้าร้านเหล้า ยืนเบื่อกันหน้าร้านเนื้อย่าง รอคอยแสงสว่างจากหลอดไฟ รอคอยเสียงเพลงจากเครื่องเสียงมาปลุกให้พวกเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง

.....เพื่อนผมคนหนึ่งโทรศัพท์มาระบายอารมณ์แบบฉุนเฉียวเพียงเพราะไม่มีน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้า และไม่ได้เล่นเน็ต อาการแบบนี้สะท้อนอะไรบางอย่างนะครับ ผมเคยดูภาพยนตร์โฆษณาชิ้นหนึ่งที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของมหานครนิวยอร์ก เมืองที่ได้ชื่อว่าไม่เคยหลับใหล (อีกเมือง) แต่วันหนึ่งเมืองทั้งเมืองก็ตกอยู่ในความมืดมิด เพราะไฟเกิดดับโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่แทนที่คนทั้งเมืองจะเกิดอาการหงุดหงิด หัวเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขากลับรู้สึกสนุกสนาน ต่างพากันออกมาทำกิจกรรมบนท้องถนนอย่างไม่เคยพบเคยเห็น ไม่ว่ามหาเศรษฐีรวยล้นฟ้า หรือว่ายาจกติดดิน ก็ออกมาเดินบนถนนทั้งนั้น

.....เรื่องนี้ทำให้ผมเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า ช่องว่างของคนรวย คนจน นั้นมีแค่เครื่องอำนวยความสะดวกเท่านั้น ถ้าเกิดตัดสิ่งนี้ออกไปแล้ว คุณค่าของคนรวย และคนจนก็ไม่ต่างกันหรอกครับ

.....แต่นั่นเป็นเรื่องราวของคนในมหานครนิวยอร์ก ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ครับว่า ทุกคนจะเกิดอารมณ์แบบคนที่นั่น ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้ คนเฒ่าคนแก่มักจะพูดเรื่องราวในอดีตให้ฟัง ซึ่งผมก็ชอบฟังเสียด้วย สิ่งที่มักได้ยินจากคนรุ่นก่อนก็คือ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ชีวิตพึ่งพาธรรมชาติและพึ่งพาตนเองเป็นหลัก สิ่งอำนวยความสะดวกก็จะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกจริงๆ คือมีก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไร แค่มันไม่ค่อยสะดวกเท่านั้น แค่นั้นเองครับ ผิดกับทุกวันนี้ที่เครื่องอำนวยความสะดวกได้กลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายมนุษย์ไปแล้ว ถ้าไม่มีเนี่ย...เหมือนคนจะเป็นจะตายให้ได้

.....ผมคงไม่เรียกร้อง หรือวิงวอนให้ใครๆ หันมาสนใจเรื่องธรรมชาติหรอกนะครับ เพราะจากประสบการณ์ทั้งชีวิตสอนผมว่า มันไม่ได้ผล แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า อะไรก็ตามถ้าปล่อยให้มันถึงขีดสุดแล้ว มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยตัวของมันเอง

.....บางที...การปล่อยให้มนุษย์ใช้เครื่องอำนวยความสะดวกกันอย่างเต็มที่ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่น้อยนิดอย่างบ้าคลั่ง จนวันหนึ่ง วันที่เราไม่มีอะไรให้ใช้แล้ว อาจถึงเวลาที่จะต้องกลับมาใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ เรียบง่าย ไม่ยึดติด และไม่โมโหกับความไม่สะดวกสบายอีกครั้งก็ได้

.....บางที...ผมอาจโชคดีได้อยู่เห็นวันนั้น ถ้าไม่โมโหกับอาการเน็ตล่ม ไฟดับ น้ำไม่ไหล จนบ้าตายไปก่อน:B