2007/Jan/18




จากเด็กหลังห้อง ถึงผู้ใหญ่หน้าห้อง >> ทัศพล ยุวบุตร


หากลองสังเกตถึงบรรยากาศภายในห้องเรียนแล้ว จะพบการรวมกลุ่มกันระหว่างเพื่อน เป็นกลุ่มๆไป แต่เมื่อหากลองสังเกตลงไปอีกจะพบว่า ในห้องเรียนหนึ่งห้องจะมีคนบางคนที่แอบซ่อน เก็บตัวเงียบ ไม่พูดจากับใคร ทุกคนคงรู้จักกันดีในนาม "พวกเด็กหลังห้อง"

เด็กเหล่านั้นไม่ชอบเล่นสนุกเหรอ, เด็กเหล่านั้นขี้อายใช่ไหม, เด็กเหล่านั้นมีปมด้อยหรือปัญหาทางครอบครัวอะไร หรือในบางทีสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะตรงข้ามกันก็ได้ อาจเพียงแค่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ค่อยดี หรือเพียงเข้ามาร่ำเรียนที่ตรงนั้นเพียงลำพัง แต่เมื่อพวกเขาได้ก้าวเข้ามาในห้องที่เหลือเพียงที่นั่งเดียวให้เขานั่ง เขาจำต้องรับสถานะนั้นอย่างฝืนใจ

ในความคิดของคนทั่วๆไป คำว่าเด็กหลังห้องนั้น จะต้องเป็นคนที่เกเร ขี้เกียจ เรียนไม่ได้เรื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เพื่อนๆในห้องมักจะไม่ยอมรับและปฏิเสธชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ และการเข้าไปทำความรู้จักคุ้ยเคยก็ทำได้ยากขึ้น และกำแพงชั้นแรกก็ได้ก่อตัวขึ้น ในจิตใจของเด็กเหล่านี้ กำแพงที่คอยขวางกั้นพวกเขาไม่ให้ออกจากตรงจุดนั้นได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานไหร่ กำแพงที่คอยขวางกั้นก็ยิ่งสูงขึ้น ความกดดันก็ยิ่งบีบรัด และขับไล่ ความรู้สึกของคนเหล่านั้นให้วิ่งถอยหลังและถลำลึกลงไปในความมืดยิ่งกว่า กลัวต่อการเผชิญหน้า กลัวแม้กระทั่งที่จะนั่งตรงจุดนั้น..จุดแรกเริ่มที่พวกเขาถูกกำหนดสถานะตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา ณ. สถานที่แห่งนี้

หากครั้งใดที่ต้องรวมกลุ่มกันทำงาน คนเหล่านั้นมักจะนั่งนิ่ง ไม่พูด ไม่จา เป็นที่รู้กันว่า มนุษย์คือสัตว์สังคม และธรรมชาติของสัตว์สังคม คือ การรวมกลุ่มกันอยู่และจะรักเพียงพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น และแน่นอนว่า การรวมกลุ่มทำงานมักจะเลือกเฉพาะกลุ่มของตัวเองเท่านั้น จนท้ายที่สุด เสียงสวรรค์ที่เปล่งออกมาจากนางฟ้าผู้ประทานความรู้ให้ก็ดังขึ้น นักเรียนคนไหนที่ยังไม่มีกลุ่มค่ะ คางคกน้อยที่คอยให้พ้นวันจำศีล จึงขึ้นวอขอประกาศตัว ผมครับ และแล้วทุกอย่างก็ลงตัว อย่างไม่เต็มใจ สำหรับกลุ่มที่โดนยัดเยียด (ภาระ...ที่พวกเขาเขาคิดว่าหนักอึ้ง)

ความรู้สึกเหงาอันใดจะทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกอ้างว้างเท่ากับการถูกขังเดี่ยว ทั้งที่มีผู้คนเป็นร้อย ที่เรียกว่าเพื่อน...อยู่ข้างๆ

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกหลังชนฝาเหล่านั้นมักจะเข้าเรียนสาย แต่กลับออกจากห้องเรียนเป็นคนแรก ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ใครเล่าที่จะสามารถบงการทุกสิ่งได้ตามปารถนา ชีวิตแห้งๆของเขาเหล่านั้นจึงวนเวียนอยู่อย่างนั้นเดิมๆซ้ำๆ จนทำให้ตัวเองกลายเป็นเพียงแค่ สายลมเย็นที่พัดผ่านผิวกาย เวลาเดินผ่านใครสักคน หรืออย่างมากก็เป็นพียงแค่เงาที่มีผู้คนมองเห็น แต่ไม่สามารถจับต้องได้

แม้กระทั่ง อาจารย์ ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ ที่คอยประสาทความรู้ ยังมิอาจมองทะลุกำแพง จนสามารถมองเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา พฤติกรรมภายนอกจึงถูกนำมาเป็นตัวชี้วัด พวกเขาก็คงเป็นแค่เพียง จุดด่างดำเล็กๆบนชายขอบผ้าที่รอวันชำระล้างให้ผ้าผืนใหญ่นี้ขาวหมดจด ความฝันที่แต่เดิมก็คงถึงฝั่งได้ยาก ก็ยิ่งทวีความลำบากเข้าไปอีก แสงสว่างที่เคยมีอยู่เพียงริบหรี่ บัดนี้ไม่มีแม้หิ่งห้อยสักตัวที่จะมาส่องทางให้พวกเขาก้าวย่างและเดินต่อไป...

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนนะนี่? เพราะว่าเคยเป็นแต่เด็กหน้าห้อง อิอิ
#1  by  nonmai At 2007-01-21 13:38, 
หน้าห้อง หรือหลังห้อง เคยเป็นมาหมดแล้วครับ
แต่ที่ผมเรียนอยู่ ส่วนใหญ่ คนมักสมัครใจอยู่กลางๆ ห้อง
ส่วนข้างหลังห้องจะเป็นผู้ชาย ซึ่งในสาขามีอยู่ 13 คนตอน ปี 1 ตอนนี้เหลือไม่พอเตะฟุตซอลด้วยซ้ำ (แต่โชคดีที่ไม่มีกะเทย มีแต่เกย์)
ไม่งั้น สมาชิกที่ใส่กางเกงคงน้อยกว่านี้อ่ะ

แต่ผมชอบเพื่อหลังห้องนะ พูดง่ายดี
ไม่ก้าวร้าว ทะนงตัว เย่อหยิ่ง เหมือนพวกหน้าห้อง..บางคน
#2  by  apple666 (Nopphasul) At 2007-02-11 19:10, 
ความลับของเด็กหน้าห้องก็มีเหมือนกันนะ
ตั้งแต่เข้าเรียน เด็กป. เด็กม. จนมาเป็นเด็กมอ.ก็ตามที

ความเข้าใจที่ว่าเด็กหน้าห้องคือคนที่เรียนเก่ง ไม่ใช่ตรรกกะที่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก เพราะอะไรน่ะหรือ ฉันเป็นหนึ่งในเด็กหน้าห้องที่รู้สึกว่าตัวเองโง่ และโลกส่วนตัวสุงเหลือเกิน
ความจำเป็นที่ต้องเสนอใบหน้าติดกระดาน เพราะสายตาไม่ดีตั้งแต่เด็ก แม้จะช่วยด้วยการใส่แว่นก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น การนั่งหน้าจึงเป็นทางแก้ปัญหาที่ค่อนข้างใช้ได้

เมื่อโตขึ้นเล็กน้อย แว่นหนาขึ้น คู่แข่งขันในการนั่งหน้ามีมากขึ้น ฉันต้องย้ายมานั่งกลางห้อง และสุดท้าย แม้จะมาถึงห้องเรียนเป็นคนแรก แต่ฉันก็เลือกที่จะเป็นเด็กหลังห้อง
เหตุผลอาจจะต่างจากคุณป้ายรถเมล์นะคะ เพราะที่สุดแล้วฉันได้พบสัจธรรมบางอย่างที่ว่า การนั่งหลังห้องทำให้สมาธิของเรานิ่งขึ้น คุณจะไม่ได้ยินเสียงของคนข้างหลัง จะมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่คนข้างหน้าพูด ซึ่งหมายถึงอาจารย์ ไม่ใช่แมงเมาท์ข้างหน้า
จากนั้นฉันก็กลายเป็นเด็กหลังห้องเป็นต้นมา
#3  by  แทนจันทร์ At 2007-02-19 20:51, 
เป็นเด็กหลังห้องที่ได้ 3.7 อ่ะ

ถึงเราหลังห้อง แต่เราก็เก่งได้นะ (ทั้งก๊วน 3 กว่าหมดเลย 55+)

เพราะพวกเราไม่ต้องไปเที่ยวจัลบกลุ่มกับใคร

แต่หันมาจับกลุ่มกันเอง เรียนกันเองก็มี

พวกเราซะอีกที่ดีกว่าชาวบ้าน ไม่ต้องไม่ทำตัวเสนอหน้าที่หน้ากระดาน

ไม่ต้องเป็ฯเบ๊จำเป็นของครู เพราะพวกครูไม่เคยจำชื่อได้เลย

ทำความเป็น เด็กหลังห้อง ของเราให้เป็นประโยชนืดีก่า อิ อิ

*ขอแอดเฟบงับ *
แวะมาอ่าน
#5  by  นายตุ้ย At 2007-03-08 02:36, 
คิดถึง มมส.
ผมจบแล้วนะ มาเรียนต่อที่ขอนแก่น
วันนี้กลับบ้านที่ร้อยเอ็ด (ขี่มอไซค์กลับ)
ก็เลยแวะผ่านม.
มีอะไรที่ที่เปลี่ยนไปเยอะแยะมากมาย

รวมถึงความอบอุ่นที่เพิ่มมากขึ้น
#6  by  apple666 (Nopphasul) At 2007-07-21 20:49, 
เป็นเด็กหน้าห้องมาตลอดเพราะไม่ต้องสบตาครู อิอิ
#7  by  นกจร At 2007-09-18 16:56, 
ป้ายรถเมล์ของเราเป็นอะไรไปละเนี่ย
หรือว่าเปลี่ยนที่สถิตย์แล้วโปรดส่งข่าวด้วยครับ

ตอนนี้ผมอยู่ในฐานะศิษย์เก่า มมส. แล้วนะครับ
(รับพระราชทานปริญญาบัตร ปีนี้แหละ) ^^
รัก มมส. นะครับ
#8  by  apple666 (Nopphasul) At 2007-10-05 00:28, 
มีหลายกลุ่มที่ให้คำนิยามเด็กหลังห้องในแง่ของกลุ่มไร้ความมั่นใจ หรือเกเร
และหลายกลุ่มที่มองว่าเด็กหน้าห้องคืออนาคตประเทศ

น่าแปลกเนาะ..ที่คนส่วนใหญ่มักจะมีมุมมองเป็นขาว-ดำ
หน้าห้องกับหลังห้อง เอาเข้าจริงมันก็เป็นเพียงตำแหน่งโต๊ะ เก้าอี้ เท่านั้นเอง
นั่งตรงไหนก็ไม่ต่างกัน มันอยู่ที่คนนั่งกำลังคิดอะไรอยู่เท่านั้นเอง...เนาะ

ไว้จะมาอ่านอีกนะ
ชอบ ๆ
big smile

ลองไปอ่านเว็บนี้ดิ chubby.exteen.com อาจารย์ม.เราเขียน ไปแลกเปลี่ยนความเห็นกันconfused smile
#9  by  nar masscomm cmu (202.28.27.6) At 2007-10-29 15:41, 

<< Home