2008/Feb/23



14 กุมภาฯ


โดย
วีร์ สุนทรฉัตราวัฒน์

1

ภายในห้องสี่เหลี่ยมทึมทึบแดดอ่อนยามเย็นกำลังโรยตัวลงมาโลมเลียผ้าม่านแบบชักรอกสีน้ำทะเลเผยเห็นความสว่างบริเวณชานห้องทิ้งพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดของห้องไว้ใต้เงามืด ดอกกุหลาบยืนแห้งกรอบในขวดน้ำที่ถูกดัดแปลงเป็นแจกัน เธอนั่งกอดเข่าทั้งสองข้างไว้กับลำตัวบนผ้าปูที่นอนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีสีขาว ใบหน้าเรียวเล็กถูกซุกซ่อนไว้ระหว่างเข่าทั้งสอง ดูเหมือนว่าทุกสรรพสิ่งรอบกายเธอจะหยุดนิ่งไม่ไหวติงไม่มีชีวิตชีวาแต่ความเป็นไปภายในห้องนั้นยังมีการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ของพัดลมบนเพดาน ความแผ่วเบาของสายลมที่ปลายผ้าม่าน และเสียงของลมหายใจที่ยังเข้าและออก แต่เวลานี้เธอคงไม่มีทางรู้ว่าลมหายใจของเธอนั้นมันเข้าหรือออกกันแน่


2

เธอหายใจเข้า ออกถี่เร็วขึ้น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามเนื้อตัวเปลือยเปล่าของเธอ ดวงตาของเธอปิดแต่ไม่สนิทดีเผยเห็นน้ำวาวในแววตา ริมฝีปากสีชมพู่เรื่อแดงเผยอเพียงเล็กน้อยคล้ายจะเปล่งถ้อยคำออกมา แต่กลับไม่มีถ้อยคำใดนอกจากเสียงของลมหายใจ ขณะที่เขากำลังดอมดมกลิ่นหอมของดอกไม้หลังใบหูเธอและเรือนร่างขาวเนียนอาจจะเป็นเป้าหมายต่อไปในการเชยชม ท่ามกลางแดดยามเย็นดูเหมือนทุกสรรพสิ่งในห้องนี้จะหยุดนิ่งมีเพียงการเคลื่อนไหวของร่างเปลือยเปล่าสองร่างและจิตวิญญาณแห่งรักที่กำลังแสดงออกแก่กันและกัน


เธอจรดริมฝีปากลงบนหัวไหล่กว้างของเขาพลางใช้ฟันขบกัดจากไหลซ้ายไปยังไหล่ขวา จากหัวไหล่ไล่เรียงมาจนถึงราวนมของเขา ซึ่งเธอใช้กรรมวิธีคล้ายคลึงกันกับที่เขากระทำต่อเธอ เขายังคงพร่ำบอกเธอว่ารักด้วยฝ่ามือที่วางนาบบนทรวงอกกลมกลึงนั้น เขาคลึงก้อนเนื้อขาวนวลของเธออย่างแผ่วเบาแล้วคลายมือออก จากนั้นจึงค่อยลูบไล้หน้าอกทั้งสองข้างของเธอก่อนบีบคลึงด้วยน้ำหนักมือที่เน้นหนักขึ้นพลางใช้ลิ้นเล็มเลียเม็ดบัวสีชมพูคล้ำอย่างละเมียดละไม เธอตอบกลับด้วยเสียงหายใจอันแผ่วเบา มืออันบอบบางน่าทะนุถนอมบัดนี้มันได้เคลื่อนที่ลงสู่เบื้องล่างลงไปในหนองน้ำกว้างใหญ่นั้น


ทั้งคู่ต่างแลกรสหวานที่ปลายลิ้นกันและกัน จากน้ำผึ้งที่ปลายลิ้นเขาค่อย ๆ เลื่อนไหลลงมาลองลิ้มความหวานที่ปลายคางเรียวเล็กนั้น มือทั้งสองข้างของเธอจิกอยู่กับผ้าปูที่นอนสีขาวสะอ้าน กลีบกุหลาบสีแดงสดกระจายไปรอบ ๆ บึงหญ้าบัวบาน ระดับความหวานเริ่มมีรสของความข้นมันมากขึ้น จากการจิบเพื่อลิ้มรสหวานบัดนี้เขาระดมจูบไปยังซอกคอและดูดดื่มราวกับเด็กน้อยหิวกระหาย น้ำหวานเหนียวเหนอะเริ่มเปรอะไปยังส่วนอื่น ๆ มันค่อย ๆ ไหลลงมาจากร่องถันเนินนูนไปมาตามเส้นทางเพื่อมุ่งสู่จุดหมายข้างหน้าอย่างเนิบช้าและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ความหยาดเยิ้มฉ่ำแฉะปรากฏลงบนพื้นผิวเม็ดมณี กลีบกุหลาบข้างสระบัวต่างแย้มบานสะพรั่ง ลมหายใจของเธอเริ่มแผ่วเบาเรียวขานั้นถูกยกสูงขึ้นจนมันถูกพาดพักไว้บนบ่าทั้งสองข้างของเขา ผ้าม่านสีน้ำทะเลยังคงพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อน ๆ ของยามเย็น


3

ผ้าม่านสีน้ำทะเลยังคงพลิ้วไหวตามแรงลมบัดนี้ภายนอกห้องนั้นได้มีสีดำของกลางคืนทาทาบเป็นฉากหลัง หนองน้ำภายนอกแห้งขอด แสงแดดหลบตัวเองไปสู่อีกฝั่งฟากหนึ่งของโลกแต่ไม่นานนักมันก็จะกลับมาในรุ่งสาง เธอยังคงนั่งอยู่อย่างนั้นพร้อมเสียงสะอื้นเบา ๆ สายน้ำไหลออกมาจากดวงตาอย่างไม่สิ้นสุด แต่นั่นมันก็ไม่หนักหนาไปกว่าการสั่นกระเพื่อมของจิตใจอย่างโดดเดี่ยว เธอยังคงนั่งกอดเข่าบนเตียงนอนที่มีผ้าปูสีขาวอมเหลือง พัดลมบนเพดานทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อยแต่ผลงานของมันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าร่างของเธอนั้นกำลังได้รับการปรนิบัติ ดูเหมือนเธอไม่ได้สนใจความเป็นไปที่เกิดขึ้นในห้องเท่าใดนัก เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแต่ท่าทางของเธอเหมือนกับเพิ่งสร่างจากอาการเมา เธอเดินมาหยุดที่โต๊ะเครื่องแป้งพลางใช้ท่อนแขนเรียวเล็กขึ้นเช็ดบริเวณรอบดวงตาที่บวมและมีสีแดงก่ำ


กุหลาบแห้งกรอบยืนไร้เรี่ยวแรงในขวดน้ำตรงหน้าของเธอ เธอยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาสายตาสำรวจตัวเองที่ปรากฏกายตรงหน้า ดวงหน้าของเธอเต็มไปด้วยหม่นมัวของความเศร้าสลด เธอเอี้ยวคอหันไปด้านหลังมองเก้าอี้หัวกลมที่ปรากฏอยู่ในกระจกก่อนหน้า แล้วหันกลับมามองหน้าตัวเองในกระจกอีกครั้งก่อนที่จะเดินหันหลังกลับไปยังเก้าอี้หัวกลมตัวนั้น

4

"เก้าอี้เลยเหรอ"

"ก็เค้าอยากลอง นะตัวเองนะ"

"ทะลึ่ง บ้า"

จังหวะการเคลื่อนไหวของร่างทั้งสองต่างสอดประสานรับส่งกันอย่างรู้ใจบนเก้าอี้หัวกลม ส่วนเว้าโค้งบริเวณเอวและสะโพกนั้นเป็นส่วนที่คอยควบคุมจังหวะของห้วงอารมณ์แห่งรักราวกับจ๊อกกี้ผู้คุมบังเหียนเพื่อนำพาตัวเองเข้าสู่เส้นชัยคอยระแวดระวังทางคดโค้งมิให้หลุดออกนอกเส้นทางแต่เมื่อถึงเส้นตรงจังหวะการควบคุมกลับเร่งเร็วขึ้น ๆ จนกระทั่งทุกอย่างหยุดนิ่งลง เธอและเขาต่างส่งความรักแก่กันจนหมดเรี่ยวแรงบนเก้าอี้หัวกลมตัวนั้น

 

5

เก้าอี้หัวกลมล้มลงอยู่บนพื้นห้อง หลอดนีออนภายในห้องถูกเปิดสว่างค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนพัดลมบนเพดานยังคงหมุนเอื่อย ผ้าปูที่นอนสีขาวอมเหลืองยับย่นราวกับไม่มีใครมาจัดระบบแก่มัน ดูเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดภายในห้องได้รับการสนใจจากมนุษย์ผู้ควบคุม แดดยามเช้าโปรยแสงอ่อนลงมาพร้อมกับสายลมเบา ๆ ผ้าม่านสีน้ำทะเลไหวพลิ้วด้วยแรงลม ขณะที่ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าคู่นั้นของเธอลอยเคว้งคว้างอยู่บนอากาศไร้สภาวะของการควบคุมใด ๆ

หมายเหตุ : แด่...หญิงสาวผู้เดียวดายคนนั้น

2007/Jan/18




จากเด็กหลังห้อง ถึงผู้ใหญ่หน้าห้อง >> ทัศพล ยุวบุตร


หากลองสังเกตถึงบรรยากาศภายในห้องเรียนแล้ว จะพบการรวมกลุ่มกันระหว่างเพื่อน เป็นกลุ่มๆไป แต่เมื่อหากลองสังเกตลงไปอีกจะพบว่า ในห้องเรียนหนึ่งห้องจะมีคนบางคนที่แอบซ่อน เก็บตัวเงียบ ไม่พูดจากับใคร ทุกคนคงรู้จักกันดีในนาม "พวกเด็กหลังห้อง"

เด็กเหล่านั้นไม่ชอบเล่นสนุกเหรอ, เด็กเหล่านั้นขี้อายใช่ไหม, เด็กเหล่านั้นมีปมด้อยหรือปัญหาทางครอบครัวอะไร หรือในบางทีสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะตรงข้ามกันก็ได้ อาจเพียงแค่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ค่อยดี หรือเพียงเข้ามาร่ำเรียนที่ตรงนั้นเพียงลำพัง แต่เมื่อพวกเขาได้ก้าวเข้ามาในห้องที่เหลือเพียงที่นั่งเดียวให้เขานั่ง เขาจำต้องรับสถานะนั้นอย่างฝืนใจ

ในความคิดของคนทั่วๆไป คำว่าเด็กหลังห้องนั้น จะต้องเป็นคนที่เกเร ขี้เกียจ เรียนไม่ได้เรื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เพื่อนๆในห้องมักจะไม่ยอมรับและปฏิเสธชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ และการเข้าไปทำความรู้จักคุ้ยเคยก็ทำได้ยากขึ้น และกำแพงชั้นแรกก็ได้ก่อตัวขึ้น ในจิตใจของเด็กเหล่านี้ กำแพงที่คอยขวางกั้นพวกเขาไม่ให้ออกจากตรงจุดนั้นได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานไหร่ กำแพงที่คอยขวางกั้นก็ยิ่งสูงขึ้น ความกดดันก็ยิ่งบีบรัด และขับไล่ ความรู้สึกของคนเหล่านั้นให้วิ่งถอยหลังและถลำลึกลงไปในความมืดยิ่งกว่า กลัวต่อการเผชิญหน้า กลัวแม้กระทั่งที่จะนั่งตรงจุดนั้น..จุดแรกเริ่มที่พวกเขาถูกกำหนดสถานะตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา ณ. สถานที่แห่งนี้

หากครั้งใดที่ต้องรวมกลุ่มกันทำงาน คนเหล่านั้นมักจะนั่งนิ่ง ไม่พูด ไม่จา เป็นที่รู้กันว่า มนุษย์คือสัตว์สังคม และธรรมชาติของสัตว์สังคม คือ การรวมกลุ่มกันอยู่และจะรักเพียงพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น และแน่นอนว่า การรวมกลุ่มทำงานมักจะเลือกเฉพาะกลุ่มของตัวเองเท่านั้น จนท้ายที่สุด เสียงสวรรค์ที่เปล่งออกมาจากนางฟ้าผู้ประทานความรู้ให้ก็ดังขึ้น นักเรียนคนไหนที่ยังไม่มีกลุ่มค่ะ คางคกน้อยที่คอยให้พ้นวันจำศีล จึงขึ้นวอขอประกาศตัว ผมครับ และแล้วทุกอย่างก็ลงตัว อย่างไม่เต็มใจ สำหรับกลุ่มที่โดนยัดเยียด (ภาระ...ที่พวกเขาเขาคิดว่าหนักอึ้ง)

ความรู้สึกเหงาอันใดจะทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกอ้างว้างเท่ากับการถูกขังเดี่ยว ทั้งที่มีผู้คนเป็นร้อย ที่เรียกว่าเพื่อน...อยู่ข้างๆ

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกหลังชนฝาเหล่านั้นมักจะเข้าเรียนสาย แต่กลับออกจากห้องเรียนเป็นคนแรก ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ใครเล่าที่จะสามารถบงการทุกสิ่งได้ตามปารถนา ชีวิตแห้งๆของเขาเหล่านั้นจึงวนเวียนอยู่อย่างนั้นเดิมๆซ้ำๆ จนทำให้ตัวเองกลายเป็นเพียงแค่ สายลมเย็นที่พัดผ่านผิวกาย เวลาเดินผ่านใครสักคน หรืออย่างมากก็เป็นพียงแค่เงาที่มีผู้คนมองเห็น แต่ไม่สามารถจับต้องได้

แม้กระทั่ง อาจารย์ ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ ที่คอยประสาทความรู้ ยังมิอาจมองทะลุกำแพง จนสามารถมองเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา พฤติกรรมภายนอกจึงถูกนำมาเป็นตัวชี้วัด พวกเขาก็คงเป็นแค่เพียง จุดด่างดำเล็กๆบนชายขอบผ้าที่รอวันชำระล้างให้ผ้าผืนใหญ่นี้ขาวหมดจด ความฝันที่แต่เดิมก็คงถึงฝั่งได้ยาก ก็ยิ่งทวีความลำบากเข้าไปอีก แสงสว่างที่เคยมีอยู่เพียงริบหรี่ บัดนี้ไม่มีแม้หิ่งห้อยสักตัวที่จะมาส่องทางให้พวกเขาก้าวย่างและเดินต่อไป...

2007/Jan/09

ป๊อบคัลเจอร์ เหรียญ 2 ด้าน >> จุฑาภรณ์ สินธิสุทธิ์

.....เมื่อพูดถึงคำว่า ป๊อบคัลเจอร์ แล้วนึกถึงอะไรกันบ้าง คำนี้มีคำแปลในภาษาไทยสุดไฮโซ ว่า วัฒนธรรมสมัยนิยม หรือ วัฒนธรรมประชานิยม พอมาแปลเป็นไทยอาจจะดูเหมือนเป็นอะไรที่อยู่ไกลตัวจัง อาจเป็นเพราะคำว่า วัฒนธรรม ในภาษาไทยมันฟังดูเป็นเรื่องราวที่มีระเบียบกฏเกณฑ์มาก และดูเป็นสิ่งล้ำค่าเหมือนไข่ในหินยังไงยังงั้น

.....เพราะเราไปเคยชินกับสิ่งที่ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ใกล้ตัว พ่อ แม่ ครู อาจารย์ ญาติๆ หรือผู้ใหญ่ไกลตัวอย่าง ผู้ประกาศข่าว ศิลปิน นักวิชาการ คนเหล่านี้ได้สร้างคุณค่าของคำ วัฒนธรรม ขึ้นให้เรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ดีงาม ควรค่าแก่การรักษาไว้

.....ในทางตรงกันข้ามความสนใจในสิ่งใกล้ตัว เช่น การ์ตูน เกมออนไลน์ เสื้อสายเดี่ยว อินเตอร์เนต เซ็นเตอร์พอย ถูกมองเป็นอะไรที่ไร้สาระเป็นแฟชั่นที่ฮิตกันประเดี๋ยวประด๋าว ทั้งที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มันก็คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกัน ป๊อบคัลเจอร์ หรือวัฒนธรรมสมัยนิยมนี้ดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้ามกับวัฒนธรรมกระแสหลักอย่างวัฒนธรรมชาตินิยม ผู้ใหญ่ที่เชิดชูวัฒนธรรมกระแสหลักอันสวยหรูก็จะโจมตี วัฒนธรรมสมัยนิยมว่าเป็นตัวบ่อนทำลายวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ดีงามของชาติ ทั้งที่วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของวัยรุ่นทั่วไปใช้เป็นพื้นที่ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของ ตัวเอง

.....แต่อย่างว่าในโลกของความจริงก็เหมือนเหรียญ 2 ด้าน ที่อาจมีทั้งด้านดีและด้านร้ายเป็นของคู่กัน เมื่อวัฒนธรรมไทยกระแสหลักคือเหรียญด้านที่ดีแล้ว วัฒนธรรมที่ไม่เข้าประเภทก็จะกลายเป็นเหรียญด้านลบไปอย่างเสียไม่ได้

.....พอเกิดปัญหาสังคมอะไรขึ้นมา ผู้ใหญ่ ผู้มีสิทธิอันชอบธรรมของสังคม ผู้ที่กำหนดชี้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดีอะไรไม่ได้ ก็จะมากะเกณฑ์ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไร ป๊อบคัลเจอร์เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ผู้ใหญ่มุ่งประเด็นโจมตีว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสังคม

.....ในบรรดาป๊อบคัลเจอร์ด้วยกันเอง ป๊อบคัลเจอร์อิมพอร์ตดูจะเป็นเป้าหมายที่โดนโจมตีมากที่สุด

.....วัฒนธรรมต่างชาติดูจะเป็นอะไรที่สร้างให้เกิดด้านลบได้ง่าย โดยเฉพาะป๊อบคัลเจอร์ ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่อยู่ต่ำต้อยที่สุด ป๊อบคัลเจอร์อเมริกาดูจะเป็นด้านลบอันดับหนึ่งในการทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ตามติดด้วยป๊อลคัลเจอร์ญี่ปุ่น การ์ตูน ดาราญี่ปุ่น คอสเพลย์ อาหารอย่างข้าวปั้น ผลิตภัณฑ์ชาเขียว ดูจะเป็นตัวแทนของป๊อบคัลเจอร์ญี่ปุ่นที่เห็นได้ชัด

.....แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นศัตรูตัวร้ายกับวัฒนธรรมอันดีงามที่บรรดาวัยรุ่นต่างเสพและ คลั่งไคล้มันนั้น ก็ยังไม่ใช่ป๊อบคัลเจอร์ของจริงอยู่ดี เป็นแค่ป๊อบคัลเจอร์ที่ถูกผลิตซ้ำขึ้นในประเทศไทยอีกที บางอย่างก็ใกล้เคียงของเดิม บางอย่างก็อาจเหลือไว้เพียงกลิ่นอาย ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชาเขียว ที่คนญี่ปุ่นได้เห็นได้ลิ้มรสคงตกใจ เพราะไม่ใช่ว่าทำไม่อร่อย เพียงแต่รสชาติมันได้ผิดเพี้ยนจากรสชาติดั้งเดิม

.....บางทีเราอาจลืมไปว่าสิ่งที่เห็นเป็นวัฒนธรรมต่างชาตินั้น ได้ถูกคัดสรรปรับเปลี่ยนให้เป็นไทยแล้ว กลิ่นนมเนย กลิ่นวาซาบิมันปนเปื้อนตลบอบอวลเข้ากับกลิ่นปลาร้าอย่างกลมกลืน จนหลอกให้เราคิดว่านั่นยังเป็น กลิ่นนม เนย หรือวาซาบิเพียวๆอยู่

.....สิ่งที่ป๊อบคัลเจอร์ญี่ปุ่นถูกโจมตีมากสุดเห็นจะเป็น เรื่องแฟชั่นและเรื่องเพศ ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ทั้งหนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์การ์ตูน เกมส์นินทาโด้ สาเหตุมาจากที่สังคมญี่ปุ่นมีการพัฒนาในเรื่องป๊อบคัลเจอร์มาก และเป็นสังคมทุนนิยมอย่าง รุนแรง ป๊อบคัลเจอร์ทั้งหลายจึงเป็นช่องทางหาเงินของบริษัทต่างๆ ป๊อบคัลเจอร์จึงแสนรุ่งเรืองในญี่ปุ่น

.....ความจริงน่าจะหันมาย้อนมองว่าเหตุใด วัยรุ่นไทยจึงหันไปเสพป๊อบคัลเจอร์ญี่ปุ่น เป็นเพราะวัฒนธรรมป๊อบของไทยแท้ๆนั้นไม่มี เพราะถูกสกัดกั้นจากอคติของผู้ใหญ่ทุกทาง จนไม่มีปรากฏให้เห็น

.....ป๊อบคัลเจอร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวัยรุ่น เพราะมันคือพื้นที่ เวที เครื่องมือที่ให้วัยรุ่นใช้ในการแสดงออกและค้นหาตัวตนของตนเอง ดังนั้นคงช่วยไม่ได้ที่ป๊อบคัลเจอร์จะขัดแย้งกับกระแสหลัก ผู้ใหญ่คงลืมไปแล้วว่าตัวเองก็เคยมีช่วงเวลานั้นมาก่อน จึงน่าจะมีหนังย้อนอดีต อย่างหนังแฟนฉัน มาย้ำเตือนผู้ใหญ่บ่อยๆ ให้นึกถึงวันเก่าๆ และฉุกคิดว่าจะทำอะไรมากกว่า การห้ามวัยรุ่นอยู่ท่าเดียว ส่วนวัยรุ่นเองก็ควรจะทำความเข้าใจผู้ใหญ่ว่า เหตุใดเขาคิดเช่นนั้น

.....การจะไปลบอคติคงทำกันไม่ได้ง่ายๆ ตัววัยรุ่นเองก็ต้องออมชอมประนีประนอมบ้าง และสร้างพื้นที่ป๊อบคัลเจอร์ใหม่ๆ ให้เกิดจากการพัฒนาภายในชาติตัวเองไปพร้อมกันด้วย